มาแล้ว! ‘พัชรินทร์’ ให้ปากคำปมนอมินี ตู้ห่าว ด้าน บิ๊กโจ๊ก รุดสอบด้วย

มาแล้ว ‘พัชรินทร์’ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนปมนอมินี ตู้ห่าว ให้ปากคำในฐานะพยานคดีทุนจีนสีเทา ด้าน บิ๊กโจ๊ก รุดร่วมสอบด้วย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 ธ.ค.2565 ที่สโมสรตำรวจ นางพัชรินทร์ พร้อมด้วย นายทวีศักดิ์ บุญธรรม ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ข้อมูลในกรณีที่มีรายชื่อเป็นกรรมการบริษัท โดยมี “ตู้ห่าว” เป็นประธานกรรมการ ระบุพร้อมให้ข้อมูลกับตำรวจ ส่วนรายละเอียดจะให้ทนายเป็นผู้ชี้แจง

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า นางพัชรินทร์ได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดีทุนจีนสีเทาไปก่อนหน้านี้แล้ว 2 ครั้ง โดยเป็นการชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่มีรายชื่อเป็นกรรมการบริษัทรวมทั้งที่มาของทรัพย์สินในการทำธุรกิจ ส่วนครั้งนี้นางพัชรินทร์ได้เดินทางมาเป็นครั้งที่ 3 พร้อมกับยืนยันว่ายินดีที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจทุกเรื่อง

ต่อมาเวลา 12.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาร่วมสอบสวนด้วย เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจได้เชิญนางพัชรินทร์ และน.ส.หลิน ซึ่งทั้งสองมีรายชื่อเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งมีนายตู้ห่าวเป็นประธานกรรมการ จะมีการสอบในฐานะพยาน ธุรกรรมการเงิน เส้นทางการเงิน การเบิกจ่ายเงิน เนื่องจากทั้งสองมีการรับจ่ายเงินเข้าออกของบริษัท โดยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น 3-4 บริษัท และทั้ง 2 เป็นเพื่อนกัน เพราะเชื่อว่ายังมีเงินสดตู้ห่าวอีกจำนวนมาก

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาทั้งสองคนให้การเป็นประโยชน์ไปแล้วก่อนหน้านี้ รวมถึงประเด็นความสัมพันธ์กับนายตู้ห่าว ขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติ แต่หลังจากนี้ตำรวจจะตรวจสอบอย่างละเอียด หากพบความผิดจะดำเนินการโดยไม่ละเว้น และเร่งรัดตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ทั้งหมด เว็บเล่นสล็อต

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ส่วนอดีตตำรวจระดับสารวัตรและนางสุชาดาจะเข้าให้ปากคำในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ ในประเด็นอำนาจหน้าที่ เส้นทางการเงิน ในฐานะที่มีรายชื่อกรรมการบริษัทของตู้ห่าว นอกจากนี้ ยังได้เชิญตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หัวหน้าสถานีกว่า 20 สถานีมาให้ปากคำ ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2563 เกี่ยวกับกลุ่มคนจีนสีเทา เรื่องผับจิ้นหลิน ผับท็อปวัน คลับวัน และคนจีนที่เป็นนอมินีทั้งหมด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า รวมถึงที่มาขอวีซ่าคนจีนสีเทา หลังตรวจพบว่า ไม่มีการเดินทางเข้าออกประเทศ มีเอเย่นต์รับต่อวีซ่า มีการเรียกรับผลประโยชน์ และใช้วีซ่าผิดประเภท อ้างว่าเป็นนักศึกษา โดยหลังจากนี้จะเข้าค้นมูลนิธิที่รู้เห็นในการกระทำผิด หากพบมีความผิดจะทำเรื่องส่งไปให้กระทรวงมหาดไทยสั่งปิดทันที