Homeข่าวสดสู้วิกฤติ!! “พญ.นลินี ไพบูลย์” คนแข็งแรงที่สุดถึงจะอยู่รอดได้

สู้วิกฤติ!! “พญ.นลินี ไพบูลย์” คนแข็งแรงที่สุดถึงจะอยู่รอดได้

เป็นหญิงเหล็กแถวหน้าของเมืองไทย ที่บุกเบิกธุรกิจขายตรงสัญชาติไทยจนเติบใหญ่แข็งแกร่งสุดในอาเซียน สำหรับ “หมอต้อย–พญ.นลินี ไพบูลย์” ผู้ก่อตั้งบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด โดยทุกครั้งที่เกิดวิกฤติใหญ่ในประเทศ ก็ได้เธอคนนี้ที่สร้างแรงใจ ลุกขึ้นมาปลุกความฮึกเหิมให้คนไทยสู้ไปข้างหน้าอย่าได้ถอย

 

เกิดมาเพื่อสู้วิกฤติ!! “พญ.นลินี ไพบูลย์”

 

“คนเราเกิดมาเพื่อจะเจอวิกฤติ ไม่งั้นก็อย่าเกิดมาเป็นคนเลยดีไหม ทำธุรกิจมา 25 ปี ไม่มีปีไหนที่ไม่ขรุขระไม่เจออุปสรรค แต่อย่างน้อยวิกฤติโควิดครั้งนี้ก็ได้เห็นน้ำใจคนไทย พวกเราต้องผ่านไปให้ได้ทุกวิกฤติ”

หายเหนื่อยจากการฟาดฟันวิกฤติโควิดหรือยังคะ
หลังเปิดประเทศก็ค่อยๆดีขึ้น สังเกตจากสัญญาณบวกในแง่ของกำลังซื้อ แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ในปี 2564 ไม่เหมือนกับปี 2563 ซึ่งวิกฤติเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ และประเทศของเรารับมือได้เป็นอย่างดี ทำให้ทุกคนคิดว่าทุกอย่างจะกลับมาสู่ภาวะปกติเหมือนเดิมในเวลารวดเร็ว เรายังได้ฉลองปีใหม่และมีความสุขในช่วงปลายปี 2563 แต่พอเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในปี 2564 ทำให้ต้องปิดประเทศนานหลายเดือน เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่าปีก่อนหลายเท่าตัว ส่งผลให้คนตกงานเป็นจำนวนมาก กระทบต่อกำลังการจับจ่ายใช้สอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ใช่อาหารการกิน กิฟฟารีนเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ดีตั้งแต่ปีที่แล้ว และด้วยความที่เราเป็นหมอ ทำให้รู้ว่าวิกฤติโควิด-19 ไม่มีทางจบลงง่ายๆ และเราต้องอยู่กับมันให้ได้ด้วยความระมัดระวัง

สถานการณ์ปี 2564 ถือเป็นอาฟเตอร์ช็อกจากปี 2563 เลยไหม
ไม่ใช่อาฟเตอร์ช็อกนะคะ แต่มันคือสึนามิลูกใหม่ เราเคยมีผู้ป่วยโควิดวันละ 30,000 คนเลยนะ ตอนเกิดการแพร่ระบาดระลอก 1 และระลอก 2 เมื่อปีที่แล้ว พวกเรารู้สึกภูมิใจว่าประเทศของเราบริหารจัดการวิกฤติได้ดี แต่พอมาถึงระลอกนี้อลเวงกันไปทั้งประเทศเลย ดีอย่างที่คนไทยนิสัยน่ารักยอมสวมหน้ากาก, ยอมฉีดวัคซีน, ยอมล้างมือ และเว้นระยะห่าง คือปฏิบัติตัวทุกอย่างเพื่อช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่สำหรับภาคเศรษฐกิจคงกลับมาได้ยาก ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะฟื้นกิฟฟารีนปรับตัวขนานใหญ่ขนาดไหน เพื่อฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้
รายได้ของกิฟฟารีนปีนี้ ลดลง 7-8% จากปีที่แล้ว ช่วงล็อกดาวน์เราสนับสนุนนักธุรกิจทุกอย่าง เรามีคลังสินค้าอยู่ 100 กว่าแห่งทั่วประเทศ จึงไม่กระทบเรื่องการดีลิเวอรีสินค้า แต่จะกระทบในแง่กำลังซื้อหด

ตัวอย่างมาก กิฟฟารีน
มีพนักงานประจำอยู่ที่โรงงาน 1,000 กว่าคน และพนักงานอยู่ที่ส่วนกลางและฝ่ายขาย 700-800 คน ส่วนนักธุรกิจเครือข่ายมีหลายล้านคนที่เป็นเมมเบอร์ แต่คนที่แอ็กทีฟมีแสนกว่าคน หมอก็พยายามให้กำลังใจและให้ความรู้พนักงานและนักธุรกิจเครือข่ายของเรา เสมือนเป็นการฉีดวัคซีนการทำงานให้ชาวกิฟฟารีนทุกคน จะบอกกับทุกคนเสมอว่าพวกเราต้องเข้มแข็งและแข็งแรง ต้องปรับตัวทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ที่สำคัญอย่าจิตตก มันก็แย่พร้อมกันทั้งโลก อย่างน้อยให้มั่นใจว่าพนักงาน 2,000 คน จะไม่โดนปลด และไม่มีการลดเงินเดือน แต่ทุกคนต้องขยันขันแข็งช่วยกันทำงานเต็มที่ ส่วนนักธุรกิจเครือข่ายก็ต้องพยายามปรับตัวเองทุกทาง ลูกค้าอาจซื้อน้อยลง เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ลองหันกลับไปหาผู้บริโภคกลุ่มเดิมๆที่ห่างหายไปนาน หรือกลับไปตามเครือข่ายเก่าๆที่เคยทำงานด้วยในอดีต พอเกิดวิกฤติโควิดพวกเขาอาจจะอยากกลับมาทำงานอีกก็ได้ เพราะหลายคนไม่มีงานทำ และอยากมีรายได้เสริมจนกว่าจะได้งานทำใหม่ อยากให้น้องๆมองทุกอย่างเป็นโอกาส ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยี ตรงนี้เรามีทีมงานคอยเทรนให้ต่อเนื่อง เราพูดกันมาหลายปีว่า การขายของออนไลน์กำลังมา แต่ยังไม่ลงมือศึกษาเรื่องนี้จริงจังกระทั่งเกิดโควิด ปรากฏว่าเมื่อปีที่แล้วนักธุรกิจเครือข่ายของเราทำธุรกิจออนไลน์ได้ดีมากๆ โดยชูจุดแข็งคือสินค้าของกิฟฟารีนมีคุณภาพดีเกินราคามาก ในยามวิกฤติแบบนี้คนที่เคยซื้อของราคาสูงจากต่างประเทศ ก็อาจจะหันมาใช้สินค้าของเราที่ราคายุติธรรม

อะไรคือทักษะการเรียนรู้ใหม่ที่ขาดไม่ได้ในโลกยุคหลังโควิด–19
กิฟฟารีนอยู่คู่สังคมไทยมา 25 ปีแล้ว เราเจอวิกฤตินับครั้งไม่ถ้วน และเราปรับตัวมาตลอด บอกเลยว่าใครจะมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ยอมปรับตัวไม่ได้แล้ว ยิ่งโลกของเรากำลังจะเข้าสู่โลกเสมือน “Metaverse” มีโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจรออยู่อีกเยอะ จะมาทำตัวเป็นมนุษย์ออฟไลน์ไม่ได้ Ufabet คุณอยู่แบบนี้ได้ แต่คุณทำธุรกิจกับกิฟฟารีนไม่ได้ ยุคสมัยนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก เราเห็นอัตราเร่งมาเร็วขึ้นมาก จากเดิมที่มีปรับเปลี่ยนนานๆครั้ง กลายมาเป็นเปลี่ยนกันเดือนต่อเดือน ยิ่งมีวิกฤติโควิดมันเหมือนมีสึนามิเป็นตัวเร่งทั้งโลก สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกอย่างที่เคยเวิร์กในปีที่แล้วกลับใช้ไม่ได้ผลในปีนี้ เพราะอัลกอริทึมการมองเห็นมันต่างกันเยอะ หลักการจูงใจคนจะใช้ภาพนิ่ง หรือใช้แอดโฆษณาซื้อเหวี่ยงๆไปไม่ได้แล้วนะ เพราะปีนี้คนชอบดูเป็นไลฟ์สดมากกว่า ต้องขายของให้เป็นธรรมชาติ ไม่ดูยัดเยียดเกินไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางกิฟฟารีนก็มีการสอนนักธุรกิจเครือข่ายตลอด การทำธุรกิจออนไลน์เปลี่ยนเร็วมาก ทุก 1-3 เดือน คนที่เคยขายของออนไลน์เก่งในปีที่แล้ว อาจจะขายไม่ได้เลยในปีนี้ถ้าไม่ปรับวิธีทำงานใหม่ เราต้องให้ความรู้ใหม่ๆ และต้องให้กำลังใจกันตลอดเวลา

ขอคาถาเอาตัวรอดในยามวิกฤติตามแบบฉบับหญิงแกร่ง
ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ทำเหมือนเดิมแล้วจะยังได้เท่าเดิม เราต้องดิ้นรนให้เราเก่งขึ้น เพราะโลกยุคใหม่มีไว้สำหรับคนที่เอาตัวรอดเก่งเท่านั้น เข้าหลักการ “survival of the fittest” เฉพาะคนที่ดีที่สุดเท่านั้นถึงจะอยู่รอด และเราใช่คนที่ดีที่สุดหรือเปล่าถ้าเราไม่ใช่คนที่ดีที่สุด แต่เราไม่มีหนี้ไม่มีสินแล้วถอยไปอยู่บ้านเฉยๆ อันนี้ไม่มีใครว่าหรอก แต่ถ้าวันนี้เรายังมีภาระมีคนต้องรับผิดชอบ ก็ต้องเป็นคนที่ดีที่สุดที่จะอยู่รอดให้ได้ การจะเอาตัวรอดในยุคนี้อยู่ที่แอตติจูด สำคัญที่สุดคือต้องปรับแอตติจูดเปิดรับสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นคนพ่ายแพ้ เหมือนคนหลุดจากตะแกรงร่อน!!

อยากฝากข้อเสนอแนะอะไรถึงรัฐบาลไหม
จริงๆแล้วรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการระดมความคิดและการพัฒนาระบบการศึกษาค่อนข้างมาก เรายังล้าหลังอยู่เยอะ การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยปัจจุบันอาจไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจในโลกใบใหม่ เพื่อให้เป็นคนที่ดีที่สุดที่จะอยู่รอดได้ สิ่งที่เราต้องยอมรับคือในไม่ช้าโลกที่เรากำลังอยู่ใบนี้จะเป็นโลกของเด็กๆรุ่นหลัง ผู้ใหญ่ควรจะฟังเด็ก และเด็กควรฟังผู้ใหญ่ แบบไม่ใช้อารมณ์ใส่กัน ต้องเลิกใช้อารมณ์ใส่กัน เพื่ออนาคตของประเทศ

คุณหมอมีเคล็ดลับการประคองสติยังไง เพื่อเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุข
เราเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขไม่ได้นะ แต่เราเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ให้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้จะดีกว่า ต้องทำใจยอมรับมัน เราต้องมองว่าปัญหามี 2 อย่าง คือปัญหาที่แก้ไขได้ ซึ่งเราแก้ที่ตัวเราเอง และแก้ที่คนที่เราคุยกับเขารู้เรื่อง ส่วนปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ คือสภาพที่แย่ของประเทศและโลก เราต้องหาทางปรับตัวเพื่ออยู่รอดให้ได้

ถ้าเจอวิกฤติอีกครั้งจะทำใจสู้ไหวไหม มองเห็นโอกาสอะไรจากวิกฤติบ้าง
เห็นโอกาสในการทำจิตใจให้แข็งแรง หมอเชื่อว่าทุกครั้งที่เจอวิกฤติ เมื่อผ่านไปได้ จิตใจเราจะแข็งแกร่งขึ้น ต่อไปถ้าเราเจออะไรที่น่ากลัวอีก เราก็จะไม่กลัว และสู้เต็มที่เพื่อผ่านมันไปให้ได้ มนุษย์เราแบ่งเป็น 2 ประเภท เมื่อเจอวิกฤติแล้วจิตตก กับอีกพวกเจอวิกฤติแล้วลุกขึ้นสู้ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งพอ พวกนี้ก็จะยืนหยัดขึ้นมาได้ ในช่วงวิกฤติโควิดมีคนใหม่ๆเข้ามาทำงานเครือข่ายกับกิฟฟารีนมากขึ้น สมัครใหม่เดือนละเป็นหมื่นคน เพราะสามารถทำธุรกิจจากที่ไหนก็ได้ มีรายได้เสริมเป็นกอบเป็นกำ สำคัญที่สุดทำธุรกิจกับกิฟฟารีนกำไรตั้งแต่บาทแรก เพราะไม่ต้องลงทุน มีออเดอร์จากลูกค้าก่อน ค่อยซื้อสินค้ากับบริษัทไปส่งลูกค้า แถมบริษัทยังจัดส่งให้หมด

ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ ตั้งความหวังอะไรไว้บ้างกับปี 2565
บอกไม่ได้จริงๆว่าวิกฤติโควิดจะจบลงเมื่อไหร่ มีหลายงานวิจัยที่บอกว่าโควิดจะสามารถพัฒนาเชื้อไวรัสของตัวเองไปได้ไกลจนวัคซีนที่เราฉีดป้องกันไม่ได้ ถ้ามองด้านลบก็คงแย่ แต่อีกกลุ่มบอกว่าโลกของเราน่าจะรู้จักโควิดได้ดีแล้ว เราน่าจะเอาอยู่และสามารถควบคุมมันได้ดีพอสมควร ถ้าเชื่อกลุ่มบวกสถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น โดยส่วนตัวไม่ได้มองบวกหรือมองลบเกินไป และไม่ได้จิตตกกังวลมากเกินไป แต่เราพยายามตามเฝ้าดูและเฝ้าระวังกันไป แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในประเทศไทยจะน้อยลง ถ้าไม่มีเชื้อประหลาดๆมาใหม่ที่วัคซีนเอาไม่อยู่ สถานการณ์ในปีหน้าก็น่าจะดีขึ้น ใจคาดหวัง
นะคะว่าทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้น ถึงแม้สำนักข่าวบลูมเบิร์กจะคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาอีก 7 ปี กว่าโควิดจะราบคาบ แต่เราก็จะอยู่กับมันไปให้ได้แบบนี้ จนกว่ามันจะกลายเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ที่ไม่รุนแรงมาก

RELATED ARTICLES

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

Most Popular

Recent Comments